ฉีดฟิลเลอร์ปาก คืออะไร
การฉีดฟิลเลอร์ปาก คือ การใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid : HA) ที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ ฉีดบริเวณริมฝีปากเพื่อเพิ่มเนื้อและปรับขนาดโครงสร้างปาก ให้ปากอวบอิ่มขึ้น แก้ปัญหาปากบาง ปากแห้งลอก ปากไม่เป็นรูปให้สมดุล เป็นรูปทรงที่สวยงาม
รูปทรงฟิลเลอร์ปากที่เหมาะกับคนไทย
จากเทรนด์ความนิยมเกี่ยวกับรูปทรงปากในขณะนี้ คือ ปากสายฝอ ปากหนาแบบตะวันตก ซึ่งกรณีนี้ควรมีริมฝีปากอวบอิ่มและหนามาก ๆ จะดูมีเสน่ห์มาก แต่ถ้าโครงหน้าแบบคนไทยส่วนมากจะไม่รับกับริมฝีปากแบบดาราฝรั่ง ควรใช้ตัวอย่างริมฝีปากที่เป็นคนเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และมีโครงหน้าในจุดอื่น ๆ ใกล้เคียงกับคนไข้ด้วย ผลที่ได้จึงจะออกมาดูเป็นธรรมชาติที่สุด
ลักษณะสัดส่วนปากที่สวยงาม
1.ขนาดของริมฝีปาก บน:ล่าง ที่เหมาะสมคือ 1:1.618
2.เมื่อมองด้านข้างแล้วลากเส้นจากปลายจมูกลงมาที่คาง ริมฝีปากล่างควรจะแตะเส้นนี้พอดี ส่วนริมฝีปากบนควรจะห่างจากเส้นนี้ 2 mm
3.เนื้อริมฝีปากล่างไม่ควรใหญ่เกินขอบเขตของยอดตัว M ของริมฝีปากบน
4.มุมปากควรยกขึ้น ไม่ทิ่มลง
5.เนื้อปากควรอิ่มเรียบเนียน ไม่มีริ้วรอย
6.ขอบรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับผิวปกติ ไม่มีริ้วรอย
ฟิลเลอร์ปากอันตรายหรือไม่
ริมฝีปากประกอบด้วยเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมาก แต่สามารถฉีดฟิลเลอร์ด้วยเทคนิคเข็มแหลมได้เนื่องจากเนื้อเยื่อในจุดหนึ่ง ๆ ของริมฝีปาก มีเส้นเลือดมาเลี้ยงจากทุกทิศทาง จึงทำให้ไม่เกิดปัญหาเมื่อฉีดฟิลเลอร์ และมีเพียงเส้นเลือดหลักที่อยู่ลึกลงไปเพียงเส้นเดียวเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ การฉีดฟิลเลอร์ปากก็มีความปลอดภัย 100%
ฉีดฟิลเลอร์ปากครั้งแรก มีขั้นตอนอย่างไร
1.ปรึกษาแพทย์ ก่อนตัดสินใจฉีด ควรนัดเข้ามาปรึกษาเพื่อให้หมอประเมินใบหน้าและแนะนำทรงปากที่เหมาะสม
2.เลือกรุ่นฟิลเลอร์ แพทย์จะประเมินว่าความต้องการของคนไข้ และรูปปากที่คนไข้ต้องการเหมาะกับรุ่นไหน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงตามกับที่คาดหวังที่สุด
3.ทำความสะอาดและฉีดยาชา ก่อนฉีดฟิลเลอร์ปาก (สำหรับคนที่กลัวเจ็บมาก ๆ สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่แปะยาชาเพิ่มได้)
4.เปิดฟิลเลอร์กล่องใหม่ เพื่อให้คนไข้มั่นใจและสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นของแท้
5.แพทย์ฉีดฟิลเลอร์ปาก โดยค่อย ๆ ปรับทรงให้สวยงาม เป็นธรรมชาติ
6.ประคบน้ำแข็ง ระหว่างฉีดฟิลเลอร์ เพื่อช่วยลดความเจ็บระหว่างฉีด และช่วยลดบวม
7.แพทย์แนะนำการตัวแลตัวเอง หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
8.นัดติดตามผล หลังจากฉีดฟิลเลอร์ปาก 1 เดือนเมื่อปากเข้าที่เต็มที่แล้ว
ข้อปฏิบัติตัวที่ควรรู้ก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์
ข้อควรปฏิบัติก่อนฉีดฟิลเลอร์
1.ศึกษาข้อมูลที่จำเป็น ทั้งการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน การเลือกแพทย์ เทคนิคในการทำ วิธีการสังเกตฟิลเลอร์แท้แต่ละยี่ห้อ เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจ
2.ยาและวิตามินบางชนิดที่ควรงดก่อนฉีดฟิลเลอร์ แอสไพริน, NSAIDs, วิตามิน St. Johns Wort, ginko biloba, primrose oil, garlic, ginseng และ Vitamin E
3.งดยาผลัดเซลล์ผิว การดึงหรือโกนขนบริเวณที่จะฉีดฟิลเลอร์
4.งดคอร์สเลเซอร์และนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนฉีด
5.หากมีโรคประจำตัวหรือยาที่ต้องรับประทานประจำควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง
6.แพทย์จะพิจารณาให้กินยาห้ามเลือดหรือฉีดยาลดบวมในบางเคส เพื่อลดความเสี่ยงในการบวมช้ำ อักเสบติดเชื้อ
7.สามารถแจ้งเพื่อขอแปะยาชาก่อนฉีดฟิลเลอร์ได้
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์
1.ปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ประเมินปัญหาที่ต้องการแก้ไข
2.แพทย์แนะนำยี่ห้อฟิลเลอร์และปริมาณที่เหมาะสม กับจุดที่จะฉีด
3.ทำความสะอาดใบหน้า หากแต่งหน้ามาก็จะมีการเช็คเครื่องสำอางในจุดที่ฉีดออก
4.ก่อนฉีดฟิลเลอร์ แพทย์จะต้องแกะกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้า สามารถข้อตรวจสอบได้ว่าเป็นของแท้
5.ประคบน้ำแข็ง เพื่อลดความเจ็บจากเข็ม ส่วนในเนื้อฟิลเลอร์จะมียาชาผสมอยู่แล้ว
6.เมื่อฉีดฟิลเลอร์เสร็จแล้ว แพทย์จะแนะนำวิธีดูแลตัวเองต่าง ๆ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และอยู่ได้นานขึ้น
ข้อควรปฏิบัติหลังฉีดฟิลเลอร์
1.หลีกเลี่ยงการแตะ แกะ เกาและกดนวดในจุดที่ฉีด อาจมีอาการบวมแดงหรือเขียวช้ำเป็นปกติ จะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2-3 วัน (หากหลังจาก 3 วันไปแล้ว มีอาการบวมมากขึ้นให้ติดต่อกลับมาที่คลินิกเพื่อรับยากินเพิ่ม)
2.หากก่อนทำไม่ได้กินยาฆ่าเชื้อ หลังทำควรรีบกินยาฆ่าเชื้อทันที นอกจากนี้ยังมียาแก้ปวด ลดบวมกลับไปให้ทานด้วย
3.ควรอยู่ในที่อากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดและกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดงอย่างน้อย 48 ชม. เช่น ซาวน่า ออกกำลังกายหนัก ตากแดด
4.ให้งดเลเซอร์ร้อนที่ลงผิวชั้นลึกทุกชนิดอย่างน้อย 1 เดือน
5.อย่าขยับผิวในจุดที่ทำมากโดยเฉพาะช่วง 3 วันแรก เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนได้
6.ควรงดทานอาหารบางอย่างที่ส่งผลต่อการอักเสบ บวมและทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่ช้า ดังนี้
– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
– งดอาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อน ๆ หมูกระทะ ชาบู
– งดอาหารหมักดอง อาหารที่เผ็ดมาก ๆ จนหน้าแดง อาหารหวานจัดและอาหารดิบจากร้านที่ไม่สะอาด
7.งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ยุบบวมช้าและส่งผลการรักษาอยู่ได้สั้นลงด้วย
ข้อแนะนำการเลือกคลินิกอย่างไรให้ปลอดภัย ?
1.เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาติถูกต้องและดำเนินงานโดยแพทย์เท่านั้น
2.แพทย์ต้องมีประสบการณ์ สามาถตรวจสอบในเว็บไซต์ของแพทยสภาได้ https://checkmd.tmc.or.th/
3.ต้องใช้ฟิลเลอร์แท้เท่านั้น การฉีดฟิลเลอร์ปลอมเป็นอันตราย ควรศึกษาวิธีดูฟิลเลอร์แท้เบื้องต้นไว้เพื่อความมั่นใจ
การฉีดฟิลเลอร์
การฉีดฟิลเลอร์ คือ วิธีรักษาริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ บนใบหน้า ด้วยการฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) เข้าไปเติมเต็มในชั้นผิวที่เริ่มเสื่อมสภาพ และมีการยุบตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น
ฟิลเลอร์จะทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน เต่งตึง ใบหน้าอ่อนเยาว์ลง บวกกับคุณสมบัติอุ้มน้ำของฟิลเลอร์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง และชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคตได้
ฟิลเลอร์ คือ ?
ฟิลเลอร์ คือ สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด Hyaluronic Acid หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า HA ผลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ ใช้ทดแทนส่วนสำคัญของโครงสร้างผิว คอลลาเจนและไฮยาลูรอน ที่ร่างกายจะสูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น
ผิวหนังของคนเรามีใยคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่นและเต่งตึง การที่เส้นใยเหล่านี้ลดลง จะทำให้ผิวบาง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย เมื่อฉีด Hyaluronic Acid เข้าไปบริเวณที่เป็นร่องริ้วรอย เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม จะทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ผิวเต่งตึงขึ้น การฉีดฟิลเลอร์จึงสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาริ้วรอยต่าง ๆ อย่างได้ผล
ฟิลเลอร์ฉีดในจุดไหนได้บ้าง ?
7 จุดที่ฉีดฟิลเลอร์แล้วเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด
1. ฟิลเลอร์ใต้ตา
2.ฟิลเลอร์คาง
3. ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
4. ฟิลเลอร์ปาก
5. ฟิลเลอร์ขมับ
6. ฟิลเลอร์หน้าผาก
7. ฟิลเลอร์จมูก
ฟิลเลอร์ อันตรายไหม ?
ต้องทราบข้อมูลก่อนว่า ฟิลเลอร์ ชนิดเดียวที่ปลอดภัยที่สุดและผ่านการรับรอง คือ Hyaluronic Acid โดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ได้อนุมัติว่า Hyaluronic Acid เป็นสารที่มีความปลอดภัย นิยมใช้ในวงการแพทย์และด้านความงามอย่างแพร่หลาย ฉีดแล้วสามารถสลายหมด 100% ไม่มีสารตกค้าง ฉีดใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่เป็นอันตราย ในไทยฟิลเลอร์แท้ Hyaluronic Acid ที่ผ่านอย. มีหลายยี่ห้อ แพทย์จะประเมินและเลือกใช้ฟิลเลอร์ตัวที่เหมาะกับบริเวณที่คนไข้ต้องการแก้ปัญหา เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยงามและเป็นธรรมชาติที่สุด
การฉีดฟิลเลอร์ ไม่ใช่หัตถการที่อันตรายหรือมีความเสี่ยงสูง แต่ต้องเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน ใช้ฟิลเลอร์แท้ หมอมีประสบการณ์และใช้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์
1.ช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอย และปรับโครงสร้างใบหน้า
2.เห็นผลทันที ไม่มีรอยแผล ไม่ต้องพักฟื้น
3.มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองจากอย. ไม่ทำให้เกิดการแพ้ ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย
4.สามารถเติมใหม่ได้เรื่อย ๆ หรือฉีดสลายออกโดยไม่เป็นอันตราย
5.แก้ไขในจุดที่เป็นปัญหาได้อย่างแม่นยำ ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ
6.ใช้แก้ปัญหาในจุดที่ต้องการความละเอียดสูงได้ดี เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม
ข้อปฏิบัติตัวที่ควรรู้ก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์
ข้อควรปฏิบัติก่อนฉีดฟิลเลอร์
1.ศึกษาข้อมูลที่จำเป็น ทั้งการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน การเลือกแพทย์ เทคนิคในการทำ วิธีการสังเกตฟิลเลอร์แท้แต่ละยี่ห้อ เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจ
2.ยาและวิตามินบางชนิดที่ควรงดก่อนฉีดฟิลเลอร์ แอสไพริน, NSAIDs, วิตามิน St. Johns Wort, ginko biloba, primrose oil, garlic, ginseng และ Vitamin E
3.งดยาผลัดเซลล์ผิว การดึงหรือโกนขนบริเวณที่จะฉีดฟิลเลอร์
4.งดคอร์สเลเซอร์และนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนฉีด
5.หากมีโรคประจำตัวหรือยาที่ต้องรับประทานประจำควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง
6.แพทย์จะพิจารณาให้กินยาห้ามเลือดหรือฉีดยาลดบวมในบางเคส เพื่อลดความเสี่ยงในการบวมช้ำ อักเสบติดเชื้อ
7.สามารถแจ้งเพื่อขอแปะยาชาก่อนฉีดฟิลเลอร์ได้
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์
1.ปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ประเมินปัญหาที่ต้องการแก้ไข
2.แพทย์แนะนำยี่ห้อฟิลเลอร์และปริมาณที่เหมาะสม กับจุดที่จะฉีด
3.ทำความสะอาดใบหน้า หากแต่งหน้ามาก็จะมีการเช็คเครื่องสำอางในจุดที่ฉีดออก
4.ก่อนฉีดฟิลเลอร์ แพทย์จะต้องแกะกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้า สามารถข้อตรวจสอบได้ว่าเป็นของแท้
5.ประคบน้ำแข็ง เพื่อลดความเจ็บจากเข็ม ส่วนในเนื้อฟิลเลอร์จะมียาชาผสมอยู่แล้ว
6.เมื่อฉีดฟิลเลอร์เสร็จแล้ว แพทย์จะแนะนำวิธีดูแลตัวเองต่าง ๆ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็ว และอยู่ได้นานขึ้น
ข้อควรปฏิบัติหลังฉีดฟิลเลอร์
1.หลีกเลี่ยงการแตะ แกะ เกาและกดนวดในจุดที่ฉีด อาจมีอาการบวมแดงหรือเขียวช้ำเป็นปกติ จะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2-3 วัน (หากหลังจาก 3 วันไปแล้ว มีอาการบวมมากขึ้นให้ติดต่อกลับมาที่คลินิกเพื่อรับยากินเพิ่ม)
2.หากก่อนทำไม่ได้กินยาฆ่าเชื้อ หลังทำควรรีบกินยาฆ่าเชื้อทันที นอกจากนี้ยังมียาแก้ปวด ลดบวมกลับไปให้ทานด้วย
3.ควรอยู่ในที่อากาศเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดและกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดงอย่างน้อย 48 ชม. เช่น ซาวน่า ออกกำลังกายหนัก ตากแดด
4.ให้งดเลเซอร์ร้อนที่ลงผิวชั้นลึกทุกชนิดอย่างน้อย 1 เดือน
5.อย่าขยับผิวในจุดที่ทำมากโดยเฉพาะช่วง 3 วันแรก เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนได้
6.ควรงดทานอาหารบางอย่างที่ส่งผลต่อการอักเสบ บวมและทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่ช้า ดังนี้
– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
– งดอาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อน ๆ หมูกระทะ ชาบู
– งดอาหารหมักดอง อาหารที่เผ็ดมาก ๆ จนหน้าแดง อาหารหวานจัดและอาหารดิบจากร้านที่ไม่สะอาด
7.งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ยุบบวมช้าและส่งผลการรักษาอยู่ได้สั้นลงด้วย
ข้อแนะนำการเลือกคลินิกอย่างไรให้ปลอดภัย ?
1.เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาติถูกต้องและดำเนินงานโดยแพทย์เท่านั้น
2.แพทย์ต้องมีประสบการณ์ สามาถตรวจสอบในเว็บไซต์ของแพทยสภาได้ https://checkmd.tmc.or.th/
3.ต้องใช้ฟิลเลอร์แท้เท่านั้น การฉีดฟิลเลอร์ปลอมเป็นอันตราย ควรศึกษาวิธีดูฟิลเลอร์แท้เบื้องต้นไว้เพื่อความมั่นใจ
Q&A
Q : ฉีดฟิลเลอร์ ปลอดภัยไหม
A : ฉีดฟิลเลอร์ ปลอดภัยและไม่อันตราย หากเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์แท้ ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์
Q : ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีที่สุด
A : ไม่มีฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนที่เหมาะกับทุกจุดบนใบหน้า ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ มีหลายรุ่น แต่ละจุดที่ฉีดก็เหมาะกับเนื้อฟิลเลอร์ที่แตกต่างกันไป แพทย์ที่ทำการฉีดจะต้องประเมินว่าคนไข้แต่ละคนมีปัญหาตรงจุดไหน และเลือกฟิลเลอร์รุ่นที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
Q : ฉีดฟิลเลอร์ บวมไหม กี่วันเห็นผล
A : หลังฉีดฟิลเลอร์ เห็นผลการเปลี่ยนแปลงทันที อาการบวมจะหายไปเองได้ใน 7 – 14 วัน และรอประมาณ 2 สัปดาห์ ฟิลเลอร์จึงจะยุบบวมเข้าที่และเห็นผลชัดเจน